สื่อนอกเชิดชูพระอัจฉริยภาพในหลวง แก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน
|

|

 |
 |
 |
|
สำนัก
ข่าวระดับโลกเผยแพร่รายงานเชิดชูพระอัจฉริยภาพของในหลวง
ที่ทรงวางโครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืนท่ามกลางการเจริญเติบโตทาง
เศรษฐกิจ
เรื่องที่ประชาชนไม่ได้ให้ความสำคัญมากนักจนกระทั่งต้องเผชิญมหาอุทกภัย
ครั้งเลวร้าย บทความเรื่อง In Thailand, a battle
royal with water
ระบุว่าอุทกภัยครั้งเลวร้ายที่สุดของไทยคือสิ่งที่พระองค์พยายามอย่างหนัก
สำหรับหาทางปกป้องมาตลอด
พระองค์ทรงเคยเตือนแต่ไม่มีใครใส่ใจต่อการถึงการพัฒนารวดเร็วเกินไปและทรงมี
แนวคิดต่างๆเพื่อบรรเทาความเสียหายจากการหนุนของน้ำทะเลในแต่ละปี
นอกเหนือจากการรับมือกับฤดูน้ำหลาก
วิกฤตของประเทศไทยจากน้ำท่วมใหญ่เวลานี้ ซึ่งคร่าชีวิตประชาชนเกือบ 400
รายและ พลเมืองนับแสนต้องกลายเป็นผู้อพยพ
เป็นทั้งบทเรียนที่แสนแพงจากการละเลยคำเตือนของพระองค์และการฝืนควบคุมพลัง
ธรรมชาติที่มีศักยภาพเหนือกว่ากำลังของมนุษย์
ในบทความของเอพียังอ้าง นักวิเคราะห์จากต่างประเทศตั้งข้อสังเกตด้วยว่า
ขณะนี้ประเทศไทยไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดที่มีความสามารถในการประสานงาน
และวางแผนการจัดการน้ำให้แก่หน่วยงานที่รับผิดชอบได้ทัดเทียมพระองค์
บางสิ่งที่หลายคนวิจารณ์ว่าไทยขาดแคลนโดยสิ้นเชิง
แม้ในเวลานี้ที่เมืองหลวงของไทยกำลังดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อต่อสู้กับมวลน้ำ
ที่ไหลหลั่งมา
พระองค์ก็ยังทรงแนะนำถึงแนวทางการผันน้ำจากทางตอนเหนือลงสู่ทะเลโดยตรง
ซึ่งเป็นหนทางที่ดีที่สุด
แต่ไม่เหมือนกับในอดีตเพราะพระสุรเสียงของพระองค์ก็ไม่อาจดลใจให้ภาครัฐ
ดำเนินการตามที่พระองค์มีรับสั่งได้
เอพีระบุว่าในหลวงทรงมีผลงานด้านการจัดการน้ำโครงการแรกเมื่อปี 1963
โดยทรงสร้างเขื่อนกั้นน้ำจืดเพื่อป้องกันน้ำทะเลปนเปื้อนในแหล่งน้ำจืดที่
อำเภอหัวหิน และจนถึงวันนี้ทรงมีโครงการในพระราชดำริมากกว่า 4,300 โครงการ
โดยร้อยละ 40 ของโครงการเหล่านั้นเป็นโครงการบริหารจัดการน้ำ
เดวิด เบลค ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการน้ำแห่งมหาวิทยาลัยอีสต์ แองเกลีย
ประเทศอังกฤษ ซึ่งทำวิจัยเกี่ยวกับโครงการจัดการน้ำในประเทศไทย กล่าวว่า
"นโยบายด้านการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทยส่วนใหญ่มาจากพระราชดำริ
โครงการในพระราชดำริ และการดำเนินการตามแนวพระราชดำริ
ที่พระองค์ทรงทุ่มเทเวลากว่า 40 ปี ในการดำเนินการ"
"แม้ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจเอเชียเฟื่องฟู
พระองค์ก็ทรงเฝ้าเตือนประชาชนเกี่ยวกับอุทกภัย
การจราจรติดขัดและความทุกข์ยากต่างๆ" นายโดมินิค เฟาล์เดอร์
บรรณาธิการอาวุโสหนังสือเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ที่กำลังจะตีพิมพ์กล่าว
"แต่น่าเสียดายที่คำเตือนนั้นเป็นรื่องที่ผู้คนจำนวนมากไม่อยากได้ยิน
เปรียบได้ดั่งยาขมที่ทุกคนไม่ต้องการรับประทาน"
เขาบอกต่อว่า "พระองค์ทรงมุ่งหวังพยายามคลี่คลายปัญหา
ทว่าก็ถูกโต้เถียงจากนักการเมือง
และข้อเท็จจริงก็คือสิ่งที่เรากำลังได้เห็นในตอนนี้" |
|
 |
 |
 |
|

|
 |
 |
 |
|
บทความของเอพีระบุว่าพระองค์ทรงตั้งชื่อโครงการป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ ว่า
"แก้มลิง"
โดยอธิบายจากพฤติกรรมของลิงที่พระองค์ทรงเลี้ยงครั้งยังทรงพระเยาว์
ที่เก็บอาหารไว้ที่กระพุ้งแก้มให้ได้มากที่สุดก่อนที่จะกลืนลงคอในภายหลัง
ทั้งนี้น้ำทางเหนือที่กำลังมุ่งสู่กรุงเทพฯ จะถูกเปลี่ยนทิศไปยังแก้มลิง
ก่อนจะไหลลงทะเลหรือเข้าสู่ระบบชลประทานอย่างรวดเร็ว
โดยโครงการนี้ยังรวมไปถึงการสร้างแหล่งเก็บน้ำต่างๆเช่น บ่อ ลำคลอง
และประตูน้ำ พร้อมๆกับการปรับปรุงระบบการระบายน้ำในกรุงเทพฯ
จนทำให้เมืองหลวงแห่งนี้ไม่เผชิญกับปัญหาน้ำท่วมนานกว่าทศวรรษ
เบลค
กล่าวว่าอย่างไรก็ตามในโครงการนี้จะมีชุมชนบางส่วนรอบกรุงเทพฯต้องเสียสละ
เพื่อปกป้องใจกลางเมืองหลวง
และบางครั้งหน่วยราชการก็ผันน้ำเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรแทนที่จะเป็นแหล่ง
เก็บน้ำ อย่างไรก็ตามเวลานี้พื้นที่ที่สามารถเป็นแก้มลิงทั้งทางตะวันตก
ตะวันออกและทางเหนือของเมือง กลายสภาพเป็นเขตอุตสาหกรรม บ้านเรือนราษฎร
สนามกอล์ฟและสนามบินนานาชาติไปเสียแล้ว ในช่วงต้นปี
1971
พระองค์ทรงเคยเตือนว่าการตัดไม้ทำลายป่าในผืนป่าทางเหนือของประเทศอาจจุดนวน
อุทกกภัยในอนาคต เนื่องจากจะไปลดประสิทธิภาพของดินในการดูดซับน้ำ
และวันนี้ก็เป็นที่ยอมรับแล้วว่ามันมีส่วนเกี่ยวข้องกับอุทกภัยครั้งนี้ด้วย
ขณะที่ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวว่า
พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน
พระองค์ที่ทรงเป็นศูนย์รวมใจของคนไทยทั้งประเทศ
ส่งเสริมให้เรื่องการบริหารจัดการน้ำเป็นวาระแห่งชาติ
ที่มาจาก
http://www.fisho.com/blog/rat/blog.php?id=8069 ขอขอบคุณครับ |
|